Title : รามอินทรา
Place : ถนนรามอินทรา
Rate : PG
Type : Short-novel
Author : B e L L e
"ผมชอบคุณนะ.." รายที่สองแล้วสำหรับเดือนนี้ ตั้งแต่ผมมาทำงานที่ใหม่แล้วก็เปลี่ยนทรงผมใหม่นี่ดูท่าจะมีคนเข้ามาหาเยอะแยะเลย
ถึงผมจะขอบคุณในความรู้สึกดีๆที่เขามีกับผม แต่คำตอบที่ผมให้เขาได้ก็เหมือนกับคนอื่นๆนั่นแหละ คือ..
"ขอบคุณ แต่ผมมีคนที่ชอบอยู่แล้ว"
แน่นอน ผมไม่ได้โกหก .. มันผ่านมาประมาณเกือบสิบปีได้แล้ว ตั้งแต่ตอนผมอายุ 15 ปี ..
. . .
ตอนนั้นผมเป็นแค่เด็กคนหนึ่งที่เข้าไปซื้อแก้วในร้านขายเครื่องพลาสติก ...อ้อ.. ขอบอกก่อนว่า ผมไม่มีพ่อมีแม่ คุณอาที่เก็บผมมาเลี้ยงบอกว่าไปเจอผมที่หน้าวัด ..ฟังดูดีนะว่ามั้ย อย่างน้อยผมก็ไม่ได้ไปอยู่ในถังขยะให้หนอนให้แมลงสาบแทะเหมือนเด็กบางคน
..แต่ถึงจะโชคดีขึ้นมานิดหน่อย ผมก็เสียใจทุกทีที่ต้องพูดถึงเรื่องนี้
ผมไม่รู้ว่าผมผิดอะไร พ่อกับแม่ถึงไม่ยอมเลี้ยง .. ผู้ใหญ่หลายๆคนเลยชอบบอกว่าผมเป็นเด็กขี้เหงา ไม่ว่าจะเป็นครู หรือเป็นญาติของคุณอา .. มีแต่คนบอกว่าผมเป็นคนขาดความรัก
ผมคงไม่ปฏิเสธหรอก ..เพราะมันก็เป็นสิ่งที่ผมต้องการจริงๆ
ถึงแม้หลายๆคนจะพยายามเข้าหาผม แต่ผมคงต้องบอกปัดออกไป เพราะไม่มีใครแทนเขาได้จริงๆ..
อืม..ผมเล่าค้างตอนที่ผมอยู่ร้านพลาสติกใช่มั้ยล่ะ เจ้าของร้านพาผมขึ้นไปดูที่ชั้นสอง แต่เหมือนกับว่ามีคนเรียกให้ป้าเขาลงไปข้างล่าง เขาเลยบอกให้ผมรออยู่ครู่หนึ่ง
ตอนนั้นผมอยู่ท่ามกลางสินค้าที่เป็นพลาสติกเต็มไปหมด ผมยืนอยู่คนเดียว.. ตาก็เอาแต่มองหาแก้วที่ตัวเองต้องการ
แต่แล้ว.. ผมก็ได้กลิ่นไหม้ของพลาสติก มันคงทำลายโพรงจมูกได้ดีแน่ๆ เพราะการหายใจของผมเริ่มทรมาน ผมกำลังจะเดินลงไปชั้นล่าง เพื่อไปบอกกับเจ้าของร้านว่า อาจมีสินค้าไหม้อยู่บนนี้ก็เป็นได้ ..ทว่า กลุ่มควันดำเริ่มลอยคลุ้งทั่วพื้นที่ ผมเริ่มสำลักควันเหล่านั้น .. มันแย่สุดจะทน
ความรู้สึกผมเหมือนจะเป็นลมลงไปแล้ว เสียงของคนที่อยู่ข้างล่างเริ่มดังขึ้นๆ ..เปลวไฟค่อยๆขึ้นเป็นประกายเห็นเด่นชัด ..มันลามมาเรื่อยๆอย่างช้าๆ แต่กลับไม่มีทีท่าจะหยุด
ตอนนั้นผมรีบหาทางลงบันไดให้ได้เร็วที่สุด แต่มันยิ่งทำให้ผมรู้สึกแย่เมื่อเห็นว่ากองสินค้าซึ่งเป็นพลาสติกตรงที่พักบันไดก็มีไฟลุกท่วมแล้วเช่นกัน .. เรียกได้ว่า ผมไม่สามารถลงจากชั้นสองของร้านได้แล้ว
ผมไม่นึกโกรธใคร ..ไม่นึกโกรธเจ้าของร้านที่ทิ้งผมไว้คนเดียว ไม่นึกโกรธคนหรืออะไรที่เป็นต้นเหตุให้เกิดไฟไหม้ .. แต่ผมกำลัง กลัว
ตาผมเริ่มพร่าเพราะควันไฟ จมูกผมทรมานกับการสูดดมกลิ่นสารเคมีไหม้ และหูผมได้ยินเสียงคนโหวกเหวกโวยวายกันอยู่ข้างล่าง ..ผมพยายามหาช่องทางเดินไปยังหน้าต่างของชั้นสองเผื่อว่ามันจะมีวิธีให้ผมทุบแล้วกระโดดลงไป
ซึ่งเมื่อเดินไปถึง มันก็ทำให้ผมรู้สึกแย่อีกครั้ง เพราะเป็นซี่เหล็กดัด ด้วยแรงของเด็กวัยรุ่นขนาดนั้นผมไม่สามารถทำอะไรกับมันได้ นอกจากมองดูกลุ่มไทยมุงที่ยืนอยู่หน้าร้านแล้วพยายามทุบหน้าต่างเหล็กดัดขอความช่วยเหลือ!
ไฟเริ่มลุกลามใกล้เข้ามา .. และถ้าผมจะตายจริงๆ สิ่งที่ทำให้ผมตายอาจไม่ใช่เปลวไฟ แต่น่าจะเป็นแก๊ซซึ่งเกิดจากกการเผาไหม้เหล่านี้มากกว่า เพราะมันแทรกแทรงอากาศบริเวณนี้แทบจะหมด ผมสำลักควันอย่างหายใจไม่ออก ความรู้สึกมันทรมานเกินกว่าจะอธิบาย .. ผมพยายามรวบรวมกำลังทุบหน้าต่างเพื่ออย่างน้อย ให้คนไม่ลืมว่า ยังเหลือผมอีกหนึ่งคนที่ติดอยู่ในนี้ เพราะเจ้าของและลูกจ้างในร้านผมเห็นเขาพยายามวิ่งออกไปนอกร้านเพื่อหาอะไรมาดับไฟอยู่
ไทยมุงหลายๆคนก็พยายามช่วยหาอะไรมาดับไฟ .. แล้วสวรรค์ก็โปรดเมื่อมีคนหนึ่งมองเห็นผม .. ผมได้ยินเสียงพวกเขาร้องบอกกันว่ายังมีเด็กติดอยู่
ท่าทางทุกคนกระวนกระวาย .. เพราะไม่มีใครอยากจะเสี่ยงกับไฟ และอีกใจหนึ่งก็ไม่กล้าปล่อยเด็กให้อยู่รอความตายเพียงลำพัง
ไฟเริ่มโหมมาเรื่อยๆ อาจด้วยเพราะสินค้าซึ่งเป็นพลาสติกเป็นชนวนจุดไฟอย่างดี .. ตอนนั้นผมเข้าใจอารมณ์เจ้าของร้านที่กำลังจะสูญเสียน้ำพักน้ำแรงที่สู้อุตส่าห์เก็บหอมรอมริบสร้างมากับมือ เขาจึงอาจลืมว่าผมยังติดอยู่ในนี้ ..
น้ำตาผมเริ่มไหล ไม่ใช่เพราะความกลัว .แต่เพราะควันไฟเหล่านี้เริ่มระคายเคืองดวงตาของผม ตอนนั้นในใจผมก็คิดไม่ออกพอๆกับไทยมุงทั้งหลายเหมือนกันว่าจะรอดไปได้อย่างไร
มีทางเดียวที่อาจรอดคือรอให้รถดับเพลิงมาถึง และพนักงานดับเพลิงอาจกล้าวิ่งเข้ามาช่วยแบบในหนังฝรั่ง ..แต่เมื่อไหร่กันล่ะ..?
ในชีวิตจริง ไม่มีใครเป็นพระเอกไปตลอดกาล .. ถ้าตอนนี้ผมเป็นแค่ตัวประกอบในเรื่อง ผมก็อาจตายโดยไม่มีใครเหลียวแล
ผมสำลักควัน ผมหายใจไม่ออก ตาผมพร่ามัว และแสบจนน้ำตาไหล .. ผมกำลังทรมาน แต่ไม่ว่ายังไงผมก็ยังพยายามทุบซี่เหล็กดัดอยู่อย่างนั้นทั้งที่มือเริ่มเป็นรอยแดง
แต่ร่างกายมนุษย์อาจสู้แรงธรรมชาติไม่ไหว ภาพสุดท้ายที่ผมมองผ่านหน้าต่างลงไปคือ มีผู้ชายลงจากรถเก๋งซึ่งจอดอยู่ฝั่งตรงข้าม .. แล้วสติผมก็อ่อนลง .. ผมรู้สึกได้ว่าตัวเองล้มพับลงไป แต่ก็ควบคุมร่างกายไม่ไหวอีกแล้ว
แม้จะยังไม่หลับสนิทดี แต่ตาผมก็เริ่มลืมไม่ขึ้นตอนนี้ประสาทสัมผัสที่ชัดเจนที่สุดมีเพียงหูของผม ซึ่งมันได้ยินเสียงเปลวไฟลุกโชน เสียงพลาสติกค่อยๆละลาย ..และเสียงฝีเท้าคนวิ่งใกล้เข้ามา!
"น้อง.." ผมเริ่มไม่แน่ใจว่าเป็นความจริงหรือความฝัน
"น้อง..!!" เสียงนั้นใกล้เข้ามา แต่ผมกลับตอบสนองได้เพียงการขยับแขนและบิดตัวเล็กๆน้อยๆ
เสียงของอีกร่างหนึ่งสำลักควัน และความรู้สึกที่แสนเลือนลางว่าอีกฝ่ายอุ้มผมแล้ววิ่งกระชากสุดแรงเกิดออกไปจากที่นั้น
..
..
สติผมเริ่มกลับมาเมื่ออากาศที่อยู่รอบข้างเริ่มดีขึ้น ไม่ใช่กลิ่นของสารเคมีไหม้อีกต่อไป ..ผมสำลักเอาแก๊ซไม่พึงประสงค์ออกจากร่างกายให้หมด แล้วค่อยๆลืมตามามอง ก่อนที่สติผมจะค่อยๆประมวลผลกลับคืนว่า มีคนช่วยผมไว้
"เป็นไงมั่งน้อง.." เขาอาจไม่ใช่ผู้ชายแบบในฝันของใครบางคนซึ่งฝันสูงไกลตัว ..แต่ผมประทับใจเขา
พี่เขาเป็นวัยรุ่นอายุไม่น่าเกิน 22 ปี ..และเป็นเจ้าของรถที่ผมเห็นก่อนที่สติจะอ่อนลงตอนอยู่ชั้นสอง
"พี่ชื่ออะไร" ผมถามละล่ำละลักในขณะที่ร่างกายยังปรับตัวคืนสภาพได้ไม่ดีนัก
พี่เขาหัวเราะเบาๆ ก่อนจะตอบ "..ปรีติ ยิ่งเจริญสุข ..จำไว้ล่ะ"
อาจเป็นโชคดีของผมที่พี่เขาบอกไว้เป็นชื่อและนามสกุลจริง ผมเลยสามารถใช้ชื่อนี้สืบหาตัวเขาได้ในเวลาต่อมา..
. . .
ตอนนี้ผมก็อายุเกือบ 25 ปีแล้ว ผมก็ยังคงตามหาพี่ปรีติ ผู้ชายที่ผมชอบอยู่ตลอด..
แน่นอนว่าผู้ชายที่เข้ามาจีบผมอาจมีคนที่ดี คนที่หล่อ และคนที่เพอร์เฟ็คต์ แต่ถ้าผมอยู่ในยามคับขันแบบเมื่อเกือบสิบปีที่แล้ว .. ใครจะเข้ามาช่วยผมแบบที่เขาเคยทำ
เราไม่ได้รู้จักกัน ..พี่เขาไม่ใช่คนแถวนั้น และพี่เขาไม่ใช่พนักงานดับเพลิงที่ต้องเสี่ยงทำเรื่องอะไรพวกนี้
ยิ่งคิด..มันก็ยิ่งทำให้ผมประทับใจในตัวพี่เขามากขึ้นไปทุกวัน ..เมื่อทรายเม็ดเล็กๆทับถม ก็อาจกลายเป็นทรายทั้งหาดได้เช่นกัน ..ความรู้สึกผมก็อาจเป็นแบบนั้น
ตอนนี้คงจะเรียกได้ว่าผมประทับใจและชอบพี่เขามากจริงๆ ..ผมไม่คิดว่าจะมีใครทำให้ผมชอบได้มากเท่านี้อีกแล้ว
. . .
และนับเป็นเรื่องดีมากที่นักสืบที่ผมจ้างแจ้งว่าพบเห็นผู้ชายคนดังกล่าวแล้ว .. เหมือนกับหัวใจผมแทบจะทะลุออกมานอกอก มันตื่นเต้นจนบอกไม่ถูก .. ผมยอมลางานหนึ่งวัน แต่งตัวสุดหล่อ และไปตามสถานที่ที่คุณนักสืบพาไป
ผมไม่เคยตื่นเต้นและดีใจอะไรเท่านี้มาก่อน .. ในจินตนาการของผม พี่เขาอาจกำลังรดน้ำต้นไม้ วาดภาพธรรมชาติ หรืออ่านหนังสือสารคดีเสริมความรู้ และผมจะเข้าไปทักว่า " พี่จำผมได้มั้ย ผมคนที่พี่ช่วยไว้ตอนไฟไหม้เมื่อประมาณ 9 ปีก่อนไง " ..
แน่ล่ะว่าความฝันมักสวยหรูกว่าความเป็นจริงเสมอ..
ถึงแม้ว่าความเป็นจริง พี่เขาจะกำลังเหยียบย่ำต้นไม้ วาดภาพเปลือย หรือดูหนังสือโป๊อยู่ ผมก็ไม่ว่าหรอก..
คุณนักสืบไปหยุดยืนอยู่ที่หน้าบ้านหลังหนึ่ง ..ผมมองเห็นบ้านหลังขนาดกลางน่ารักๆ มีสวนอยู่รอบบ้าน จินตนาการในส่วนดีของผมเริ่มผุดเข้ามาในหัวอีกครั้ง
หน้าประตูรั้วมีป้าย 'ปรีติ ยิ่งเจริญสุข' ติดอยู่ ..พร้อมกับคำอธิบายของคุณนักสืบที่ว่า
"ผมสืบทราบมาแล้วว่าคุณปรีติ เจ้าของบ้าน หรือคนที่คุณกำลังตามหาอยู่นี้เคยช่วยชีวิตเด็กคนหนึ่งเมื่อราวๆ 9 ปีที่แล้วจากเหตุการณ์ไฟไหม้ร้านขายเครื่องพลาสติกจริงๆครับ"
ใจผมเต้นไม่เป็นจังหวะอีกครั้ง ผมเอาแต่มองเข้าไปในบ้านเหมือนกับเด็กๆที่อยากรู้อยากเห็น แล้วจึงตัดสินใจจะกดออด
แต่ก่อนที่มือจะเอื้อมไปถึง ตาผมก็แลเลยเข้าไปยังสวนที่อยู่ด้านซ้ายของตัวบ้าน ..ใช่แล้ว! ผู้ชายที่เดินออกมาคือพี่ปรีติ! หัวใจผมยิ่งเต้นแรงขึ้นมากกว่าเก่า ..แม้พี่เขาจะดูเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น แต่เค้าหน้าไม่ได้เปลี่ยนไปจากแต่ก่อนเลย
หลังจากที่เขาเดินออกมา ผมก็เห็นผู้หญิงคนหนึ่งเดินตามออกมาด้วยอารมณ์ไม่ค่อยจอยเท่าไหร่
ผมชะงัก.. หัวใจที่มันลิงโลดก็แทบจะหยุดเต้นไปเดี๋ยวนั้น ... หรือพี่เขาจะมีครอบครัวแล้ว!?
"กูถามมึงจริงๆ มึงเคยเห็นหัวกูบ้างมั้ย!?" เสียงผู้หญิงคนนั้นกล่าวตะคอก
"กูเอาใจมึงกับลูกมากแค่ไหนแล้ว!! นี่ๆ!! บ้านที่มึงซุกหัวนอนอยู่นี่ก็บ้านกู!! เงินกูก็หามาให้!! แล้วมึงยังจะเอาอะไรอีก!!" ฟังจากที่พี่ปรีติพูดแล้ว ครอบครัวเขาคงมีปัญหากันอยู่ ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่าเรื่องอะไร
แต่สิ่งนึงที่ผมเริ่มจะมั่นใจแล้วก็คือ..พี่เขาแต่งงานแล้วจริงๆ!
"มึงจะให้กูกราบตีนขอบคุณมึงเลยมั้ยล่ะ!! ที่มึงเอาอีเมียน้อยไปนอนกกที่บ้านแม่กูน่ะ!!" ผู้หญิงคนนั้นเริ่มตะโกนเสียงดังขึ้น ผมว่าเธอกำลังโมโหแรงมากเลย
ว่าแต่..ที่เธอพูดเมื่อกี๊นี่อะไรนะ!!? เมียน้อย!! นอนกกบ้านแม่!!?
"จะให้กูเอามาที่บ้านเลยมั้ยล่ะ!!" เสียงพี่ปรีติตะคอกออกมาอย่างแรงก็จริง หากแต่ฟังดูไม่สะทกสะท้าน..
ผมฟังผัวเมียทะเลาะกันถึงแค่นี้ก็ไม่ได้สนใจอะไรอีก.. ใช่เลย.. ความฝันมักสวยหรูกว่าความจริงเสมอ บางครั้งมันก็อาจมากเกินไป..
ผมไม่มีอะไรค้างคาในใจอีกแล้ว ตอนนี้ก็แค่อยากจะบ่นเบาๆกับตัวเองว่า " นี่แหละ! ผู้ชายที่ผมรอจะเจอมาเกือบสิบปี "..
. . . . . . . . . .
If I Ain't Got You
Some people live for the fortune
Some people live just for the fame
Some people live for the power, yeah
Some people live just to play the game
Some people think that the physical things
Define what's within
And I've been there before
But that life's a bore
So full of the superficial
[Chorus:]
Some people want it all
But I don't want nothing at all
If it ain't you baby
If I ain't got you baby
Some people want diamond rings
Some just want everything
But everything means nothing
If I ain't got you, Yeah
Some people search for a fountain
That promises forever young
Some people need three dozen roses
And that's the only way to prove you love them
Hand me the world on a silver platter
And what good would it be
With no one to share
With no one who truly cares for me
[Chorus:]
- - - - - - - - - - -
ตอนแต่งเรื่องนี้กำลังบ้าเพลงนี้อยู่พอดีค่ะ แล้วเห็นความหมายก็เข้ากับความรู้สึกของตัวเอกดีเลยเอามาประกอบ อิอิ
Ps. อัพไม่ถี่ แต่ต่อเนื่อง 555+
ชอบจัง ขอบคุณเบลที่เอามาลงให้ฟังน้า